[BT] Narin 000 : งานวัด...ของคนอกหัก
posted on 08 Nov 2009 11:38 by piccorin in Diary**เอนทรี่นี่เป็นส่วนหนึ่งของ บลอดเวน**
(และกุไม่ได้อกหักเปลี่ยวใจจึงแต่งหรืออย่างไร..../ปาดเหงื่อ)
คำเตือน **ยาวมหาศาล**
.
.
“....อ่า....ทำไปได้นะเรา..”
ฉันพึมพำกับตัวเองพร้อมกับยกมือที่ยังถือจอยขึ้นกุมขมับที่ปวดตุบๆจากการอดนอน ...รู้สึกตัวอีกทีก็เช้าซะแล้ว ไม่นึกว่าจะกลายเป็นแบบนี้...
....จะมีผู้หญิงคนไหนในโลกนี้กันบ้างนะ ที่พอแฟนบอกเลิกแล้วจะขุดเครื่องแฟมิค่อมขึ้นมานั่งเล่นมาริโอ้ย้อมใจแบบนี้เนี่ย... อ่า....ชักจะอาการหนักแล้วแฮะ....ฉันคงจะเป็นคนประหลาดไปจริงๆแล้วสินะคะ...
....ต่าดาด๊าดา ดาดาด่า ดาด๊าดา ดาด่า--------...
...ไม่ทันได้ฟุ้งซ่านไปมากกว่านั้น เสียงกีตาร์อินโทรของเพลงอนิเมที่ฉันตั้งเป็นริงโทนก็ดังขึ้น มันชินเสียแล้วล่ะค่ะที่จะรีบยืนมือออกไปคว้ามารับก่อนที่จะถึงช่วงท่อนเนื้อร้อง ถึงจะไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้แต่ก็อดไม่ได้ที่จะตั้งเป็นริงโทน อ่า...แบบนี้เขาเรียกว่าลักลั่นย้อนแย้งใช่ไหมนะ?..
“ค..คุณกราเซีย” ฉันพึมพำเบาๆเมื่อเห็นชื่อของคุณกราเซียขึ้นหราบนหน้าจอ ทำไมคุณกราเซียถึงได้โทรมาเวลานี้กันนะเนี่ย นี่หรือว่า.....
“นริน! ฉันได้ยินมาว่าเธอเพิ่งโดนตานั่นบอกเลิก เธอไม่เป็นไรใช่ไหม!?”
ฉันนิ่งค้างไปพักนึงเมื่อประโยคแรกดังเข้าหู...อารมณ์ คล้ายๆดาราข่าวฉาวที่เพิ่งจะอาบน้ำล้างหน้าเสร็จหยกๆแต่เมื่อก้าวออกจะประตู บ้านปุ้บก็โดนแสงแฟลชนับสิบของกล้องถ่ายรูปสาดใส่พร้อมคำถามที่ยิงรั่วเข้า มาเหมือนปืนกล
สิ่งแรกที่แว่บขึ้นมาในสมองคือ ทำไมข่าวถึงได้ไปไวขนาดนี้ นี่เพิ่งเมื่อคืนเองนะ!!!
“....อ...เอ่อ.....ก็ไม่ได้เป็นอะไร...มากหรอกค่ะ...” ...ถึงจะตอบไปแบบนั้นแต่เสียงของฉันมันก็แหบแห้งจากการร้องไห้ทั้งคืน แบบนี้คุณกราเซียต้องจับได้แน่ๆ...ว่าแล้วก็ยกมือขึ้นเขกหัวตัวเองไปหนึ่งโป๊กด้วยความละเหี่ยใจ.....จะปากแข็งทั้งทีก็ไม่เนียนเอาซะเลย ปั๊ดโธ่ว!...
ฉันได้ยินเสียงถอน หายใจยาวๆดังอยู่ปลายสาย อุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาดถึงจะรู้ว่ามันไม่เหมาะที่ต้องให้เขามาลำบากใจก็ เถอะ อ่า....รู้สึกผิดนิดๆแฮะ...ก็คุณกราเซียต้องมาเป็นเดือดเป็นร้อนกับเราซะทุก เรื่องเลยนี่นา
...... คุณกราเซีย เป็นอาจารย์ที่โรงเรียนที่ฉันสนิทด้วยมากที่สุดน่ะค่ะ แล้วก็เป็นคนที่คอยแนะนำอะไรหลายๆอย่างให้ฉันตั้งแต่ตอนที่ย้ายมาอยู่ประเทศนี้ใหม่ๆภาษายังไม่แข็งแรง การที่ต้องมาดูแลตัวฉันที่ไม่ค่อยได้เรื่องอะไรเท่าไหร่นี่คงจะลำบากคุณกราเซียไม่น้อยเลยทีเดียว แต่เธอเองก็บอกว่าไม่ถือๆทุกครั้ง ทั้งๆที่ฉันเกรงใจจะแย่อยู่แล้วนะคะ อ่า... จะว่าไปก็เหมือนเป็นพี่สาวคนนึงของชั้นเลยล่ะค่ะ
“ก็เมื่อคืนน่ะพวกอาจารย์คนอื่นเขาพากันไปดื่มเหล้ากันตอนดึกๆน่ะสิ ก็ช่วงนี้น่ะมันหยุดยาวเพราะไข้หวัดระบายใช่ไหมล่ะ แล้วริชาร์ดก็โผล่มาด้วยวงด้วย พวกที่ไปที่นั่นก็มีมาเล่าให้ฟังว่าหมอนั่นพอเมาแล้วก็บ่นเรื่องเธอใหญ่เลย...”
“อึก...”
จู่ๆก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวอย่างประหลาด แล้วแบบนี้เรื่องความลับของเรา....
“อ...เอ่อแล้ว เขามีพูดเรื่องอะไรเกี่ยวกับฉันบ้างเหรอคะ”
“ส่วนมากที่ได้ยินมาก็ทำนองว่าเข้ากันไม่ได้เพราะรสนิยมต่างกันเกินไปนั่นแหละ ว่าแต่ก็ไม่ได้พูดแฮะว่ารสนิยมอะไร.......เอ...หรือนี่เธอความจริงแล้วเป็นพวกซาดิสต์ชอบตบตีแฟนตัวเองล่ะเนี่ย”
“จะเป็นอย่างนั้นไปได้ยังไงล่ะค่ะคุณกราเซีย!”พอฉันร้องเสียงหลงออกไปแบบนั้นทางปลายสายก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น อย่างพูดอะไรน่ากลัวแบบนั้นสิค้า~!
อ่า..แต่ก็โล่งอกไปเปลาะนึงแฮะ..(/ปาดเหงื่อ)...อย่างน้อยก็ดูเหมือนว่าชาร์เขาจะไม่ได้หลุดปากเรื่องของฉันไปซะทุกเรื่อง...
“...งานอดิเรกของเธอน่ะ.... มัน....เกินไป...........ชั้นคงจะเข้ากับเธอไม่ได้หรอก”
คำพูดของคุณชาร์เมื่อเย็นวานแว่บขึ้นมาให้หัวฉันอีกรอบ...
....พอคิดถึงเขาแล้วก็รู้สึกหดหู่ขึ้นมาซะเฉยๆ...
.........อ่า...นี่สินะคะอาการของคนอกหัก....orz
“ล้อเล่นน่ะๆ นรินจะเป็นคนแบบนั้นไปได้ยังไงกัน! เห็นเธอร้องเสียงดังแบบนี้ได้แล้วฉันก็พออุ่นใจ อย่างน้อยก็ดูเหมือนว่าเธอจะไม่คิดฆ่าตัวตายล่ะนะ” น้ำเสียงที่ร่าเริงและอบอุ่นของคุณกราเซียดังลอดผ่านสายโทรศัพท์มาเรียกสติ สติงที่เริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัวให้กลับมารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีก ครั้ง อ่า จะใจลอยอะไรนักหนานะเรา
“หวา...ฆ่าตัวตายเลยเหรอคะ!? อ่า..นั่นมันก็เกินไปนะคะ”
“ก็นั่นน่ะสิๆ ฉันเห็นว่านรินเองไม่ค่อยสนิทกับใครก็เลยคิดว่าอาจจะคิดสั้นขึ้นมาก็ได้ เพราะมาอยู่ไกลจากบ้านด้วยนี่นา แต่ได้ยินเธอพูดแบบนี้ก็แสดงว่าไม่มีอะไรแล้วจริงๆนั่นแหละ”
อ่า ฉันจะตายได้ยังไงล่ะคะ ต้องรอดูมูฟวี่ของอีเดนฯ ดีเคดก็ยังโหลดไม่เสร็จเลย บลีชก็ยังไม่รู้ว่าตกลงจะยืดไปอีกถึงเท่าไหร่ แถมพระเจ้าตอนใหม่ก็เริ่มแรนด้อมฉายแล้วด้วย ถ้าตายไปตอนนี้ล่ะตายตาไม่หลับแน่ๆเลย
....แต่ก็ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เหตุผลแบบนั้นจะบอกเขาไปได้ยังไงกันล่ะ....อึก...
ก็ตอบปฏิเสธไปตามน้ำนั่นล่ะค่ะ...
“นั่นน่ะสิคะ ฉันน่ะไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอกค่ะ”
“นั่นสินะๆ อ่า ผู้ชายน่ะงี่เง่าไปเองล่ะนริน อย่าไปคิดมาก” เอ...พูดอย่างนั้นก็ออกจะเกินไปนะคะคุณกราเซีย....แต่ก็ไม่ได้เถียงอะไรไปแฮะ “.........ว่าแต่ไหวไหมน่ะ ให้ฉันไปอยู่เป็นเพื่อนไหม?”
“อ...เอ๋..ไม่ต้องหรอกค่ะๆ เกรงใจ” ...อีกอย่างถ้าเกิดมาเห็นห้องฉันน่ะคงจะไม่เหมาะนักหรอกนะ...
ฉันมองไปตามชั้นวาง ของที่มีหนังสือการ์ตูนกับฟิกเกอร์วางเกลื่อน ทั้งปลอกหมอนผ้าปูเตียงก็เป็นลายพร้อย....ผนังก็แปะเต็มไปด้วยโปสเตอร์ ...ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นไปได้ยังไงแต่ว่ารู้ตัวอีกทีก็ห้ามใจไม่ไหวซื้อมา ซะแล้วล่ะค่ะ อ่า ฉันนี่ไม่ไหวเลยจริงๆ........แบบนี้ให้ใครมาเห็นไม่ได้เด็ดขาด!...ต่อให้เราต้องแห้งตายอยู่ในนี้ก็เถอะ!.....หวังว่าคงไม่เป็นอย่างนั้นนะ...
“ใจแข็งเหมือนเดิม ทุกคนก็เป็นห่วงเธอกันนะนริน”
“...อ่า...ไม่หรอกค่ะๆ อย่างฉันน่ะ...”
ฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยออกสังคมสักเท่าไหร่ เลยไม่ค่อยจะมีเพื่อน...เรื่องแบบนี้ตัวฉันเองรู้ดีที่สุดนั่นล่ะค่ะ จะมีใครมาเป็นห่วงเรากันเล่า โธ่...
“จะคิดอย่างนั้นก็เอาเถอะๆ ว่าแต่ไม่เป็นไรจริงๆนะ?”
“ไม่เป็นไรจริงๆค่ะ”
“แน่นะ”
“น...แน่สิคะ..”
...คุณกราเซียถอนใจอีกแล้ว อ...อะไรกันค้า...
จากนั้นทางนั้นก็เงียบไปสักพัก....
“นี่นริน เธอสนใจจะย้ายโรงเรียนดูบ้างไหม?”
“เห!!!?”
...เดี๋ยวสิๆๆ
“โรงเรียน เซนต์ ไอเรียนนา เขาต้องการครูเพิ่ม...ตั้งอยู่ที่เมืองบลอดเวน...เมืองท่าแถวๆชายทะเลนั่นน่ะ เห็นเขาว่ามีครูของเขาลาออกไปกลางคัน ครูสอนศิลปะกับอาจารย์ประจำชั้นเลยไม่พอ โรงเรียนเราไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องขาดแคลนบุคลากรณ์ทางนั้นเลยติดต่อมา แต่ว่าตัวฉันเองก็สอนวิทยาศาสตร์ เลยคิดว่าเธออาจจะสนใจ...”
“อ่าๆๆ ด..เดี๋ยวสิคะ ถึงจะเป็นแบบนี้แต่ว่าถึงขนาดย้ายที่ทำงานมันก็...”
“ที่โรงเรียนนั้นเขาก็ขอร้องมาเอง เมืองที่นั่นก็บรรยากาศดีด้วยนะนริน ติดทะเล ใกล้ป่า ...ถึงจะไม่ค่อยสะดวกเรื่องพวกสิ่งของเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ๆทันสมัยสักเท่าไหร่ แต่ฉันว่าเธอน่าจะชอบนะ...”คุณกราเซียเว้นจังหวะไปนิดนึง
“อีกอย่างถ้ายังทำงานที่นี่อยู่เธอก็ต้องเจอเขาทุกวันด้วย...”
“อึก...”
คำพูดของคุณกราเซียแทงใจฉันเข้าเต็มๆ
ตอนนี้คนที่ฉันไม่อยากจะต้องเผชิญหน้าด้วยมากที่สุดก็คือชาร์นั่นล่ะค่ะ....ไม่รู้เลยว่าจะต้องทำหน้ายังไงถ้าต้องเจอหน้าเขาอีก จะวางตัวยังไงหรือจะพูดยังไงดี ตอนนี้ฉันเองก็ทำตัวเป็นปกติไม่ได้ซะแล้วสิ....ก็คบกันมาตั้งสามปีนี่นา...
แต่ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ...
“แต่ว่า...แล้วนักเรียน..”
“ถ้าไปหลังมิดเทอมจะให้อาจารย์คนอื่นสอนต่อก็ไม่ขาดช่วงหรอก อีกอย่างโรงเรียนเรามีนิสิตฝึกสอนอยู่แล้ว คงไม่ลำบากมากมายนัก ตอนนี้ที่ลำบากคือทางนั้นที่กำลังขาดแคลนครูนะ”
....เงียบกันไปอีกครั้ง...
สงสัยว่าฉันจะเงียบไปนาน คุณกราเซียเห็นท่าไม่ดีก็เลยพูดทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน “ไม่เป็นไรนะนริน ยังไม่ต้องคิดมาก ยังไงถ้าเกิดจะย้ายก็ต้องรอให้จบมิดเทอมซะก่อน มีเวลาอีกเกือบเดือนยังไงก็คิดให้ดีๆนะ...อ้อ! เห็นเขาว่าที่เมืองนั้นตอนนี้กำลังมีจัดนิทรรศการด้วย รู้สึกวันนี้จะวันสุดท้ายแล้วล่ะ”
“เอ๋..? นิทรรศการ..?”
“อื้ม...เป็นงานวัดแบบญี่ปุ่นน่ะ ที่นั่นมีชาวต่างประเทศย้ายเข้าไปเยอะเลยมีงานเทศการของแต่ละประเทศปนๆกันไม่น้อยเลย นรินมาจากเมืองไทยใช่ไหมล่ะ มีคนไทยเยอะด้วยนะ! ถ้าไปที่นั่นน่าจะเจอคนที่มาจากประเทศเดียวกันเยอะอยู่ ยังไงก็ลองไปดูสิ ลองไปดูก่อนจะได้รู้ยังไงล่ะว่าชอบรึเปล่า”
งานวัดแบบญี่ปุ่นงั้นเหรอ มาจัดในเมืองสไตล์ยุโรปคงจะเข้ากันดีพิลึก ก็ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะคะ อ่า... น...น่าสนใจอยู่หรอก...แต่ว่าถ้าจะให้ไปในสภาพแบบนี้....
ไม่รู้สินะ ง่า..... ตอบรับไปก่อนก็แล้วกัน
“อ่าค่ะ...จะลองคิดดูนะคะ”
“ดีแล้วล่ะๆ งั้นต้องขอตัวไปทำธุระก่อนนะนริน วันนี้มาทำธุระที่โรงเรียนน่ะ”
“อ้าว ถ้างั้นก็ไปด้วยกันไม่ได้งั้นเหรอคะ..?”
“โทษทีนะๆ เธอคงต้องไปเองแล้วล่ะ วันนี้ไม่ว่างจริงๆ...ยังไงก็ลองไปคิดๆดูนะ”
“...อ...อ่าค่ะ...”
“ดูแลตัวเองดีๆล่ะรู้ไหม ผู้หญิงน่ะยังไงก็ต้องรักตัวเองไว้ก่อนรู้ไหม”
“...ค...ค่ะ..” จะว่าไปคุณกราเซียชักจะเหมือนคุณแม่มากกว่าพี่สาวแล้วนะคะเนี่ยยย...
“งั้นก็แค่นี้ล่ะ เดี๋ยวไว้จะโทรไปหาอีกนะ”
“ค่า”
ตรู๊ด ตรู๊ด ตรู๊ด.....วางสายไปซะแล้วแฮะ...
ฉันจ้องมองหน้าจอลายกิโรโระบนมือถือของตัวเองสักพัก ก่อนจะล้มตัวลงกับพื้นห้องที่เกลื่อนไปด้วยกระดาษทิชชู่ใช้แล้ว....ทำไมถึงไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้ากันนะ เรานี่มันตัวการโลกร้อนจริงๆเลย....ฉันต่อว่าตัวเองไปในใจอย่างนั้นด้วยเพราะไม่รู้จะทำอะไรทดแทนความรู้สึกหงุดหงิดตัวเองนี่ดี...
....พระเจ้าคะ...ฉัน ควรจะทำยังไงดี...ถ้าเป็นพระเจ้าโดนบอกเลิกก็คงจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรสินะคะ ....ฉันไม่ใช่พระเจ้านี่นา...อย่างมากก็เป็นได้แค่คนธรรมดาเหมือนตาเคียวน์ นั่นล่ะค่ะ.....
...ไม่สิๆ.....ถ้าเป็นพระเจ้าละก็....ถ้าพระเจ้าโดนบอกเลิกต้องปล่อยยักษ์สีฟ้ามาอาละวาดในมิติปิดแน่ๆ โลกอาจจะถึงกาลอวสานก็ได้.........
....
..........อ่า...... ทำไมถึงมานั่งคิดอะไรแบบนี้ในเวลาแบบนี้นะ....เรานี่โดนบอกเลิกก็ยังไม่เข็ด ....แบบสมควรแล้วที่เขาจะทิ้งเราไป....อึก.....ชาตินี้สงสัยจะต้องขึ้นคานไป ตลอดชีวิตแน่ๆค่ะ.....ทำไมชีวิตฉันถึงได้สิ้นหวังแบบนี้ ไม่นะ สิ้นหวังแล้ว------...เซ็ทซึโบะ ชิต่า-----
สลัดหัวไล่อาการฟุ้งซ่านไปสองสามที ว่าแล้วฉันก็ลุกขึ้นไปเปิดคอม หาอะไรอ่านหน่อยดีกว่า สูบแฟนอาร์ตในยาราไนโกะดีไหมนะ อย่างน้อยก็จะได้ไม่ต้องฟุ้งซ่านมากเรื่องนี้...อึก..
อ๊ะ! ตั้งเอ็มออนอัตโนมัติไว้ จู่ๆก็ออนให้เสร็จเลยแฮะ อ่า... พี่โอกับแจมจังออนอยู่นี่นา
ตึ่ง ตึง ตึ๊ง!
ไม่ทันไรก็โดนลากเข้าห้องรวม ฝีมือแจมจังจอมลากแหงมๆ...
O-tan :
วิถีแห่งจิตวิญญาณ says:
ว่าไงรินตั้นนนน
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
พี่หริ่นริ้นนนนนนน
เป็นไงบ้างเน้
เห็นว่าเมื่อวานแฟนชวนไปทานข้าว เขาขอแต่งงานแล้วอ๊ะยางงง
ฉึก!
....ราวกับมีมีดสีดำซัดปักเข้ากลางอก.............คำถามของแจมจังจี้ใจดำฉันเข้าอย่างจัง! (ถ้าเกิดเป็นการ์ตูนต้องมีแบ็คกราวน์เป็นรูปสายฟ้าฟาดเปรี้ยงสินะคะ)
ฉันนิ่งชั่งใจไป ....จะบอกยังไงดีล่ะ....
คำนวนสะระตะวกไปวนมาในหัวสักพัก....สุดท้ายก็สรุปว่า....บอกไปตรงๆนั่นแหละเนอะ...
ปิ๊กโกริ้น~ says:
.....เขาขอเลิกแล้วล่ะค่ะ....
น่าแปลกทั้งที่เป็นแค่หน้าต่างเอ็มที่ไม่เห็นหน้าคนที่คุยด้วย แต่ทำไมพอกดเอนเทอร์ส่งประโยคนี้ไป บรรยากาศถึงได้วังเวงขึ้นมาซะงั้น...
จากนั่นตัวหนังสือที่ แสดงว่าทั้งสองคนกำลังพิมพ์อะไรอยู่ก็ปรากฏขึ้นแทบจะพร้อมกัน...ฉันเหมือนจะ รู้ได้ในทันทีจากประสบการณ์ที่คบกับทั้งพี่โอและแจมจังว่าอะไรกำลังจะเกิด ขึ้น...
O-tan :
วิถีแห่งจิตวิญญาณ says:
อะไรกันนนนน!!!
เจ้าดาวหางแดงนั่นบังอาจมาทำนู๋รินของพวกเรา!!!
มันอยู่ที่ไหนนนน!!!!
พี่จะเอาดริลทะลวงหัวมันนน!!!!!!
ทะลวงไปถึงสรวงสวรรค์~~!!!!!!!!!!
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
อ้าวไหงงั้นล่ะพี่ริน!
เฮียโอใจเย็นก๊อนนนนนน~~=[]=lll~~!!!
O-tan :
วิถีแห่งจิตวิญญาณ says:
เย็นไม่ได้แล้ววววว พี่จะบินไปหาหนูรินนนน~~!!!
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
มีตังพอรึเปล่าเห้อออ ข่าวว่ากินแกลบไม่ใช่เหร้อเฮีย
O-tan :
วิถีแห่งจิตวิญญาณ says:
Orz…..ก็เน็นโดรอยตัวใหม่มัน...
ทั้งหมดนี่จู่โจมย้อมหน้าต่างการสนทนาสีขาวให้เกลื่อนไปด้วยตัวอักษรและอีโมติค่อนด้วยเวลาเพียงไม่กี่วิ พายุเอ็มดีๆนี่เอง......
ฉันอ่านแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้จริงๆ พอจะทำให้หายเครียดไปนิดนึงล่ะนะ เพื่อนๆของฉันที่เว็บบอร์ดก็เป็นอย่างนี้ทุกครั้งค่ะ คุยกี่ครั้งๆก็ไม่เปลี่ยนจริงๆ
ปิ๊กโกริ้น~ says:
ไปคุยเองซะแล้ว...ชั้นมันเป็นส่วนเกินสินะคะ...(/กระซิก)
นึกสนุกขึ้นมาก็พิมพ์น้อยใจติดตลกไปบ้าง
O-tan :
วิถีแห่งจิตวิญญาณ says:
โถวววว นู๋รินนนนนนน~~~ พวกเค้าปล่าวคิดงั้นน้า~~ /กอดๆๆ
โอ๋ๆๆ แต่ช้าแต่~
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
ดูดิ พี่รินงอนแล้วเห็นม้าย!
O-tan :
วิถีแห่งจิตวิญญาณ says:
โฮวววว เค้าขอโต้ดดดดด
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
แล้วพี่รินเป็นไงมั่งอ่ะงิ โอเคป๊าว..?
ปิ๊กโกริ้น~ says:
ล้อเล่นน่ะๆ^ ^ สบายดีจ้า
O-tan :
วิถีแห่งจิตวิญญาณ says:
เค้าขอโต้ดจริงๆน้า-----
ปิ๊กโกริ้น~ says:
ง่ะ...พี่ใจเย็นๆเน้อ รินโอเคแล้ว(/ปาดเหงื่อ)
ฉันใช้เวลาประมาณสิบห้านาทีบอกพี่โอว่าชั้นไม่เป็นไรแล้ว โธ่...พี่โอคะ....ฉันก็แค่ล้อเล่นนิดเดียวเองน่า อ่า...จากนั้นทั้งสองคนก็ถามชั้นต่อว่าเป็นอะไรมากไหม คล้ายๆคุณกราเซียนั่นล่ะค่ะ
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
เมื่อคืนร้องไห้รึเปล่าง่ะ?
แจมจังชอบถามอะไรจี้ใจดำอยู่เรื่อยเลย...อึก
ปิ๊กโกริ้น~ says:
อึก...ก็ร้องนิดหน่อยน่ะ
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
มีไประบายที่ไหนรึเปล่าพี่? ดื่มเหล้า?
กินช็อคโก้ย้อมใจอะไรงี้
ปิ๊กโกริ้น~ says:
อ่า....
เล่นมาริโอ้โต้รุ่งจบไปรอบนึงค่ะ...orz
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
พรืดดดด
O-tan :
วิถีแห่งจิตวิญญาณ says:
555+
สมแล้วที่เป็นคนที่เอาชนะชั้นได้~~~!!!!
/ชูนิ้วโป้งเยี่ยมกู๊ด
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
พี่รินนี่ไม่เหมือนใครจริงๆ 555+
ดูสิขำกันใหญ่แล้ว...อะไรกั๊น~!
ปิ๊กโกริ้น~ says:
ใช้ซี้ พี่มันประหลาด...orz
โดนเขาบอกเลิกก็สมควรแล้ว...TTwTT
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
ถดโถว พี่ริน /ตบบ่าๆ
O-tan :
วิถีแห่งจิตวิญญาณ says:
โถ
ปิ๊กโกริ้น~ says:
ชาตินี้คงไม่ได้เป็นเจ้าสาวแล้วล่ะค่ะ...TTwTT
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
เอาน่าๆ ผู้ชายมันก็งี่เง่างี้แหละ มีสาวแว่นสุดยอดอยู่ข้างตัวไม่เห็นคุณค่า
ไม่ต้องไปเอามันหรอก!
มาแต่งงานกับหนูดีกว่า! /กอด
O-tan :
วิถีแห่งจิตวิญญาณ says:
มีผู้ชายคนนึงนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้นะลูกแจม TT[]TT
ปิ๊กโกริ้น~ says:
โธ่...พี่โอ /หัวเราะ
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
อย่างพี่โอน่ะ ไม่นับๆ
เพราะพี่โอ “ไม่เต็ม”
O-tan :
วิถีแห่งจิตวิญญาณ says:
นู๋วแจ๊มมมมมมม...TT{}TT~~~!!!! (/วิ่งไปแขวนคอ)
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
/โดดดึงขาเฮียโอ
O-tan :
วิถีแห่งจิตวิญญาณ says:
/กิ่งไม้หักตกลงมา...
อั่ก...
ถ้าชั้นตายขึ้นมาจริงๆจะทำยังไง!!!
(/สีหน้าจริงจัง)
ปิ๊กโกริ้น~ says:
555+
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
ก้ากกกกก รับมุขคล่องเชียวน้า~! (/ตบตี)
คุยกับทุกคนแล้วผ่อนคลายจริงๆ อ่า....คิดยังไงไม่รู้เลยลองพิมพ์ปรึกษาเรื่องย้ายโรงเรียนไป ถึงจะยังไม่ค่อยมั่นใจก็เถอะ...แต่ก็อยากบอกให้ใครสักคนรู้น่ะนะคะ
ปิ๊กโกริ้น~ says:
มีอาจารย์ที่โรงเรียนคนนึง ชวนให้ชั้นย้ายไปโรงเรียนอื่นด้วยล่ะค่ะ
อยู่ถัดไปสองเมือง
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
โห...เพราะเรื่องอกหักเนี่ยอะเหรอ?
ปิ๊กโกริ้น~ says:
เปล่าๆๆ เพราะทางนั้นขาดครูด้วยน่ะจ่ะ
ไม่รู้เหมือนกันเนี่ยว่าจะย้ายดีรึเปล่า ลังเลๆอยู่..orz
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
แล้วเมืองนั้นเป็นยังไงบ้างล่ะงิ?
O-tan :
วิถีแห่งจิตวิญญาณ says:
มีเมดคาเฟต์ไหม?
ปิ๊กโกริ้น~ says:
เห็นเขาว่าเป็นเมืองท่าติดทะเล
บรรยากาศดีไม่ค่อยมีรถน่ะ..พี่เองก็ไม่เคยไปเหมือนกัน
จะไปมีได้ยังไงล่ะคะพี่โอ! 555+
พี่โอเป็นคนที่ปล่อยมุขได้ทุกสถานการณ์จริงๆค่ะ
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
ถ้าอย่างนั้นก็น่าไปออกนะพี่ริน!
ปิ๊กโกริ้น~ says:
อ่า...จะดีจริงๆเรอะ...orz
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
อ้าว ทำไมล่ะพี่ริน ทำไมถึงไม่อยากไปล่ะ
แจมก็ไม่เห็นว่ามันจะมีข้อเสียตรงไหนเลยนี่
ฉันกลืนน้ำลายฝืดๆลงคอไป
ปิ๊กโกริ้น~ says:
ก็แบบนี้มันรู้สึกเหมือนว่า กำลังหนีอยู่เลยนี่นา
สุดท้ายก็พิมพ์ออกไปจนได้
ถึงจะเหมือนไม่ค่อยคิดอะไร แต่ความจริงชั้นก็รู้สึกหงุดหงิดใจลึกๆ ว่าที่ฉันถ่อมาทำงานถึงที่นี่ ความจริงเป็นเพราะหนีจากประเทศไทยรึเปล่านะ
หนีจากคุณพ่อ หนีจากสังคมที่โน่น
ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็ไม่อยากจะถูกตราหน้าว่า เป็นคนที่หนีปัญหา ไปตลอดชีวิตหรอกนะคะ!
มันน่าเจ็บใจ....
ถึงจะไม่รู้ว่าจะมีทางเลือกไหนดีกว่านี้ก็เถอะ..
O-tan :
วิถีแห่งจิตวิญญาณ says:
อย่าคิดว่ามันคือการหนีสินู๋ริน
เอ๋...
ปิ๊กโกริ้น~ says:
เอ๋...
O-tan :
วิถีแห่งจิตวิญญาณ says:
นี่น่ะ เป็นโอกาส
ที่จะให้เราได้ เริ่มต้นใหม่ต่างหากล่ะ!
ได้ไปอยู่ในที่ใหม่ๆ เจอผู้คนใหม่ๆ
เรื่องอดีตของเจ้าน่ะจงลืมมันไปซะ!
ต่อไปนี้น่ะเป็นยุคแห่งอนาคต!
จงเดินต่อไปข้างหน้าและอย่าได้เหลียวหลังกลับมาอีก!
อนาคตที่สดใสของนู๋ริน~~!!!
~_-+*J@M-Zaa*+-_~ Don’t Say Lazy~_
says:
โหว...เฮียโอโชว์พาว *0*!
พูดอะไรดีๆก็เป็นเหมือนกันนี่นา!!!
O-tan :
วิถีแห่งจิตวิญญาณ says:
นู๋ริน โกๆ~~!!!!! (/ย้ากกก)
ปิ๊กโกริ้น~ says:
พี่โอ...
“ขอบคุณมากนะคะ..” ฉันพึมพำเบาๆกับตัวเอง รู้ว่ายังไงอีกสองคนคงไม่เห็นหรอกค่ะ อ่า....จู่ๆฉันก็ยิ้มขึ้นมา
นั่นสินะ...
เป็นโอกาสของเราสินะคะ...
แบบนี้ต้องลองดูสักตั้งแล้วล่ะ!
******************
หลังจากที่ปิดคอม เก็บกวาดซากอารยธรรมตามพื้นห้อง อาบน้ำแต่งตัวและกระเดือกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลงท้องกันหิวไปหนึ่งซอง ฉันก็เตรียมตัวออกเดินทางค่ะ
ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่ทั้งอาทิตย์นี้โรงเรียนที่ฉันทำงานอยู่หยุดการเรียนการสอนค่ะ เป็นเพราะไข้หวัดที่กำลังแพร่ระบาดอยู่นั่นล่ะค่ะ อันตรายจริงๆ ความจริงก็ไม่ค่อยดีหรอกนะคะเพราะว่าเป็นแบบนี้เอาบ่อยๆจะเรียนไม่ทันมิดเทอมกัน แต่ก็อย่างที่รู้ๆกันล่ะค่ะ พวกเด็กๆดีใจหน้าบานกันออกนอกหน้าเลยเชียว อาจารย์ถึงจะมีบ่นๆอยู่บ้างแต่ก็คงรู้สึกดีใจลึกๆที่มีวันหยุดพักผ่อน...ในสถานการณ์ที่ฉันคิดจะเดินทางข้ามเมืองไปเที่ยวแบบนี้ คงถือว่าเป็นโชคดีแล้วล่ะมั้ง..?
ฉันยืนอยู่หน้ากระจก พยายามลูบๆเส้นผมที่ชี้โด่เด่ไม่เป็นทิศให้เรียบลง แต่ทำยังไงก็ดูจะไร้ผล....อ่า...มันชอบเด้งไม่เข้าทรงแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะค่ะ ไม่รู้จริงๆค่ะว่าเป็นอะไรของมันของมันกันนักกันหนา เฮ้อออ....มองกระจกอีกทีก็รู้สึกว่าขอบตาตัวเองมันคล้ำๆแดงๆ ถึงจะล้างหน้าแล้วแต่เมื่อคืนก็อดนอนแถมนั่งจ้องจอทีวีทั้งคืนเลยนี่นา น้ำตาก็ร้องออกมาเสียจนไม่เหลือสักหยด หน้าตามันถึงได้ออกมาโทรมแบบนี้ เสื้อผ้าที่ใส่ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ กระโปรงยาวเสื้อเชิ้ตแจ็กเก็ตเหมือนที่ใส่ไปสอนทุกวันนั่นล่ะ ก็ฉันเองก็ไม่มีชุดสวยๆใส่กับเขาซะด้วย ไปเดินงานในสภาพแบบนี้นี่มัน....ปั๊ดโธ่ว...
แต่ก็ตัดสินใจไปแล้ว...
“เอาล่ะ..สู้ๆ! นริน โกๆ!” ฉันใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างตบป้าบเข้าที่แก้มตัวเองเป็นการเรียกแรงฮึด เผลอกระแทกโดนขาแว่นตัวเองนิดหน่อยเจ็บอยู่เหมือนกันค่ะ อึก.... แต่ก็เอาเถอะน่า!
มองดูนาฬิกาตอนนี้ก็เวลาสิบโมงพอดี ฉันเอื้อมมือคว้ากระเป๋าย่ามยีนส์ที่วางไว้ขึ้นสะพายบ่า ไม่ลืมที่จะหันไปหา Excellent Model คุณหนูซาโอริ ที่วางอยู่บนหิ้ง
....เทพีอาเธน่า เทพีแห่งชัยชนะ ช่วยเป็นพลังให้ฉันด้วยนะคะ!....
....แหม....ทำอย่างกับว่าจะบุกลงไปวิหารใต้สมุทรเลยนะเนี่ย ไม่ได้จะไปทำลายเสาค้ำมหาสมุทรซะหน่อย เว่อร์ไปได้เรานี่....ว่าแล้วก็เขกหัวตัวเองไปซะหนึ่งโป๊กโทษฐาณฟุ้งซ่านไม่รู้เวลา
วิธีการที่ฉันใช้เดินทางไปบลอดเวนก็ทางรถประจำทางนี่ล่ะค่ะ หลายต่อหน่อยแต่ก็ต้องทนเอาค่ะ จะให้นั่งแท็กซี่มันก็แพงซะจนไม่กล้านั่ง ถึงจะสะดวกสบายกว่าหลายขุมก็เถอะ....ก็ฉันไม่ได้มีเงินเก็บมากมายนักนี่คะ รู้ตัวอีกทีก็ละลายไปกับบรรดาของสะสมหมดแล้วเนี่ย
เพราะว่าระหว่างเมืองที่ฉันอยู่กับเมืองบลอดเวนนั้นมีเมืองอีกเมืองกับคั่นอยู่น่ะค่ะ เลยใช้เวลาในการเดินทางมากอยู่ ก็นั่งรถประจำทางตุเลงๆหัวสั่นด๊อกแด๊กไปพักใหญ่ แล้วก็เปลี่ยนสาย นั่งต่อไปอีก...
...กว่าจะถึงเมืองบลอดเวนก็รู้สึกเหมือนตัวเองจะโทรมลงอีกหนึ่งออคเต็ป....อึก...
เมืองบลอดเวนนี่ต่างกับเมืองที่ฉันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว เมืองที่ฉันอยู่น่ะ จะมีรถมากกว่าแล้วก็มีตึกสูงมากกว่าบลอดเวนเยอะเลย ก็ไม่ใช่ว่าเป็นเมืองที่ทันสมัยถึงขั้นเมืองหลวงอะไรหรอกนะคะ แต่ว่าค่อนข้างอึกทึกน่ะค่ะ ผู้คนไม่ค่อยจะสนใจกันสักเท่าไหร่ แต่ว่าที่นี่น่ะ เห็นหลังคาโบสถ์ชัดมาแต่ไกลเลยเชียว
...ดูสงบดีจังเลยนะ...
ว่าแล้วก็สูดอากาศเข้าเต็มปอด รู้สึกเหมือนได้มาพักร้อนชอบกล
“ไม่มีกลิ่นควันด้วย.....”ฉันพึมพำเบาๆกับตัวเองอย่างทึ่งๆ อ่า...จะว่าไปแล้วบลอดเวนเป็นเมืองท่าสินะ เมืองท่าก็ต้องติดทะเลด้วยสินะ มิน่าอากาศถึงได้สดชื่น ต้นไม้ก็เยอะด้วย ดีจัง...ดีจังเลยนะเมืองแบบนี้
ตึกรอบๆก็มองไปแล้วเหมือนเป็นเมืองแบบย้อนยุคนิดๆเลยล่ะ อ่า แบบนี้เหมือนหลุดมาในนิยายเลย นึกถึงประเทศอิตาลี่จังเลยน้า...เอ...งั้นคนที่เมืองนี้ก็ต้องมีจงอยสินะคะ
......
....ไม่สิ เกี่ยวกันตรงไหนล่ะเนี่ย ปั๊ดโธ่ว....
ฉันยกมือขึ้นกุมขมับ สลัดความคิดประหลาดๆในหัวออกไปเป็นรอบที่สิบของวันได้แล้วกระมัง อ่า ไม่ใช่เวลาจะมาคิดอยู่นะ! ตอนนี้ต้องเดินหาว่าเขาจัดงานวัดกันอยู่ที่ไหนตะหากล่ะ!
คิดได้อย่างนั้นก็เริ่มออกเดินค่ะ ฉันเดินข้ามสะพาน ผ่านหน้าตึกที่ดูเหมือนจะเป็นอพาร์ตเมนต์กับบ้านหลังใหญ่ๆไป เดินไปตามถนนไปเรื่อยๆ...
...เอ.....
....ทำไมไม่เห็นมีบูทอะไรเลยล่ะเนี่ย...
เดินมาถึงลานกว้างที่เหมือนจะเป็นจัตุรัสกลางเมืองแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของงานวัดเลยล่ะค่ะ ถึงจะเห็นพวกธงกับไปประดับโยงไว้เหนือหวก็เถอะนะ...เอ...เมืองนี้ก็ไม่ค่อยกว้าง แล้วทำไมถึงหาไม่เจอล่ะเนี่ย ความจริงถ้าเกิดจะจัดงาน ก็ต้องจัดตรงนี้สิน่า
ฉันเดินเตาะแตะเคว้งคว้างไปรอบลานกว้าง ตรงไปที่น้ำพุงกลางลานเหมือนแมลงหวี่ที่ถูกแสงนีออนดึงดูด อย่างน้อยก็อยากมีอะไรสักอย่างให้ยึดเกาะเป็นสรณะมากกว่าเดินลอยไปลอยมาล่ะนะคะ อ่า...มีคนเดินๆไปมาอยู่เหมือนกันแต่ไม่มากนัก ถามชาวเมืองดูจะดีไหมเนี่ย อ่า
ลองถามดูก็แล้วกันนะ กึกๆๆ
ฉันมองหาชาวเมืองที่อยู่ใกล้ๆแถวนั้น ถามคนที่ท่าทางดูใจดีหน่อยก็แล้วกันนะคะ....เอ....อ่า! เด็กสาวคนนั้นไง คนที่ผมสีน้ำตาลยาวๆหน้าตาน่ารักคนนั้น อ่าๆๆ คนนี้แหละๆ น่าจะใจดี.....ว...หวังว่านะ
ความจริงแล้วฉันเองก็ไม่ใช่คนที่มีความกล้ามากสักเท่าไหร่ แค่รวบรวมสติเปล่งเสียงเรียกเธอคนนั้นออกไปได้ก็ต้องใช้เวลาบิวด์อยู่พอสมควรล่ะค่ะ
“อ...เอ่อ คือ ขอโทษนะคะ”
เรียกไปแล้วแฮะ เรียกไปแล้วล่ะค่ะ...อาอาอาอาอา...
“คะ?”
เธอหันมาแล้วล่ะค่ะ! หันมาหาฉันพร้อมกับรอยยิ้มใจดีที่คลี่อยู่บนใบหน้า น..น่ารัก...น่ารักจังเลย! อ่า...ออร่าวิ้งๆนี่มันอะไรกัน อย่างกับว่ามีแบ็คกราวน์เป็นลายดอกไม้บานสะพรั่งผุดขึ้นมาเลยอ่ะ พอเทียบกับตัวเราแล้วเรานี่มันช่างโทรมเหมือนตอไม้แห้งๆแล้งน้ำแล้งใบจริงๆเลยน้า......อ่า...ว่าเข้าไปนั่น......
คิดไปคิดมาเริ่มนึกตำหนิตัวเองในใจ.... นี่เราชักจะฟุ้งซ่านเกินไปแล้วนะ! อ่า...ตอนนี้ต้องถามสิ่งที่สงสัยอยู่ก่อนสิ!
“เอ่อ คือว่า..” ฉันเริ่มประโยค ก่อนจะยกมือขึ้นเกาแก้มแก้เก้อ รู้สึกอายๆชอบกลที่ต้องมาถามทางกับคนที่ดูเหมือนอายุน้อยกว่าแบบนี้ “ได้ ยินว่าที่นี่มีจัดงานวัด...เอ่อ...แต่ฉันไม่ค่อยรู้ที่รู้ทาง...ก็เลยไม่รู้ ว่าจัดอยู่ที่ไหนน่ะค่ะ...อ่า...ถ้ายังไง...ก็อยากจะทราบ สถานที่จัดงานน่ะค่ะ...”
ทำไมถึงได้ตะกุกตะกักแบบนี้ล่ะเนี่ย! โฮววว...
“เอ๋...” นัยน์ตาสีอ่อนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย “คงเข้าใจอะไรผิดแล้วล่ะค่ะ งานวัดน่ะจัดที่จัตุรัสนี่ล่ะค่ะ แต่ว่าจัดช่วงเย็นๆ ตอนนี้ยังบ่ายอยู่เลย กว่าจะออกมากันก็ประมาณหกโมงล่ะมั้งคะ”
“เห~!?”
เพล้งงง!
เหมือนกับได้ยินเสียงเศษหน้าที่แตกกระจายของตัวเองร่วงกราวลงไปกับพื้นเลยล่ะค่ะ หน้าแตกหมอไม่รับเย็บทีเดียว
...ไอ้เราเองก็นึกว่าจัดทั้งวันซะอีก!....
อ่า...มาคิดดูอีกที..นั่นน่ะสิถูกของเขา! งานวัดบ้านไหนจะมาจัดกลางวันแสกๆแบบนี้ล่ะปั๊ดโธ่ว เห็นการ์ตูนกี่เรื่องๆก็จัดตอนมืดๆไม่ใช่รึงายยย อ่า บ้าเอ้ยนรินน บ้าเอ้ยยย...
ฉันได้ยินเสียงกลั้นหัวเราะคิกดังแว่วมา อ่า เด็กสาวคนที่ฉันถามทางนั่นเองล่ะค่ะ “คุณเป็นนักท่องเที่ยวสินะคะ ถึงว่าหน้าตาไม่ค่อยคุ้นสักเท่าไหร่ จะไม่รู้ก็ไม่แปลกอะไรหรอกค่ะ อย่าคิดมากเลย”
“อ่าค่ะ...ความจริงแล้วฉันเองก็ผิดนิดหน่อยที่ไม่ทันได้นึกว่างานวัดต้องจัดตอนกลางคืน.....อ่า....หกโมงสินะคะ...”
“ราวๆนั้นล่ะค่ะ ประมาณอีกสาม-สี่ชั่วโมงก็จะเริ่มยกของมาจัดงานกันแล้วล่ะค่ะ”
“อย่างนั้นสิน้า....อ่า...ขอบคุณมากเลยนะคะ” ฉันโค้งให้เด็กสาวคนนั้นปะหลกๆ ถ้าไม่ได้เธอคนนี้เราคงจะเดินหาอย่างไร้จุดหมายไปอีกนานเลยทีเดียว
เด็กสาวผมสีน้ำตาลคนนั้นยังคงแย้มรอยยิ้มสดใสกลับมาเหมือนเคย “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เป็นหน้าที่ของอาร์มอยู่แล้ว....อ๊ะ! จริงสิ ก่อนหน้าที่จะมาเดินชมงานยังไงก็ลองเดินเที่ยวในเมืองก่อนสิคะ จะไปเดินเที่ยวชายหาดหรือว่าดูสวนดอกไม้ หรือว่านั่งเล่นในสวนสาธารณะก็ดีนะ! ถ้ายังไงต้องการไกด์สักคนไหมล่ะคะ? ช่วงนี้อาร์มยังว่างๆจะได้พาเดินเที่ยวชมให้รอบเมืองเลย~”
“ม...ม่ายย ไม่ดีกว่าค่ะ เรื่องไกด์น่ะค่ะ อย่าให้ต้องลำบากเลยค่ะ....” ฉันรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน แค่ถามทางนี่ก็เกรงใจจะแย่แล้วล่ะค่ะ! “อ่า ถ้ายังไงฉันจะลองเดินเล่นดูเมืองเองรอเวลาที่งานวัดเริ่มก็แล้วกันนะคะ”
“อย่างนั้นเหรอคะ” เธอดูเหมือนจะเสียดายอยู่หน่อย แต่แล้วก็เผยรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง อ่า เจิดจ้าเหลือเกิน
“งั้นก็...ถ้าเกิดจะไปทะเล ก็ข้ามสะพานเดินตามเส้นทางนี้ไปแล้วเลี้ยวตรงตลาดนะคะ หรือว่าถ้าเกิดอยากไปเดินเที่ยวสวนสาธารณะ” เธอชี้มือไปยังถนนใหญ่อีกเส้นที่เชื่อมกับจัตุรัส “ก็เดินไปตามเส้นทางนี้ พอถึงทางแยกก็เลี้ยวซ้าย พื้นที่แถวนั้นมีฟาร์มตั้งอยู่ติดๆกันเลยล่ะค่ะ ถ้าเดินผ่านสวนสาธารณะไปอีกหน่อยก็จะเป็นทุ่งดอกเชอร์ริล แล้วก็โบสถ์...ยังไงก็เที่ยวให้สนุกนะคะ! บลอดเวนยินดีต้อนรับค่ะ~” เมื่อกล่าวจบเธอก็หันมายิ้มจนตาหยี อ่า น่ารักจังเลย ชาวเมืองที่นี่ใจดีแบบนี้ทุกคนรึเปล่านะ ถ้าเป็นแบบนั้นก็ยอดไปเลยสิน้า...
ฉันก็ยิ้มตอบไปค่ะ(แต่ก็ยิ้มไม่ค่อยเต็มที่เท่าไหร่เพราะยังปวดตาอยู่นิดๆเลย แย่จังแฮะ)พร้อมกับบอกว่าขอตัวก่อนก็แล้วกัน โบกมือลานิดหน่อย เธอโบกมือตอบกลับมาด้วยล่ะค่ะ! อัธยาสัยดีจังเลย...
ฉันตัดสินใจว่าจะเดินไปที่สวนสาธารณะค่ะ วันนี้ใส่รองเท้าหุ้มส้นมาซะด้วยเดินทะเลคงจะทุลักทุเลหน่อย อ่า รู้งี้ใส่แตะมาก็ดีสิ...แต่ว่าจะมัวมาเสียดายก็ไม่ได้อะไรล่ะนะคะ ตอนนี้เดินเล่นไปก่อนก็แล้วกัน....เดินไปเพลินๆก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ข้ามสะพาน...อ่า เมืองนี้มีแม่น้ำเยอะจังเลยนะ อย่างกับเวนิสแน่ะ จะว่าไปคล้ายๆอิตาลี่จริงๆด้วยล่ะ ถ้าเกิดมีคนใส่เสื้อลายทาง คัดท้ายเรือล่องตามลำน้ำ ร้องเพลงรักเป็นBGMซะหน่อย ก็จะใช่เลยนะคะเนี่ย!
เดินไปสองข้างก็ขนาบด้วยฟาร์มไก่ฟาร์มวัว เอ...เลี้ยวซ้ายสินะ อ่า! นี่ไงสวนสาธารณะ! ต้นไม้เยอะดีจัง มีสนามเด็กเล่นด้วยแฮะ นั่งฟังเพลงเพลินๆอยู่ตรงนี้คงจะดีนะ...ว่าแล้วก็หย่อนตัวลงนั่นบนม้านั่งสาธารณะ ระหว่างที่กำลังมองเด็กสองสามคนที่เล่นอยู่ตรงสนามเด็กเล่นมือฉันก็ควานหาPSPในกระเป๋าไปด้วย
ฉันเสียบสายหูฟังเข้ากับเครื่อง เปิดเพลงฟังไปก็มองเด็กๆเล่นสนามเด็กเล่นไป เสียงของมิกุจังนี่ถึงจะเป็นเสียงสังเคราะห์แต่พอฟังไปมากๆก็ติดใจเข้าซะแล้วล่ะ ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าชอบเสียงแปร่งๆแบบนี้ไปแล้ว
ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆอีกครั้ง อ่า อากาศสดชื่นจริงๆ...
ชิงช้าตรงหน้าฉันกำลังแกว่งไกวไปมา...
แกว่งไกวไปมา...
.
.
.
.
จู่ๆก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมาจิ้มๆตรงหน้า...
“เฮือก!!!!!!!”
ฉันสะดุ้งสุดตัว!!! ม้านั่งสั่นโคลงเคลงจนรู้สึกเสียววาบ...ตอนแรกนึกว่ายังหลับตาอยู่แต่ดูๆอีกทีนี่มันมืดแล้วนี่นา! นี่เราเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่! ไม่สิ... หลับไปนานแค่ไหนกันล่ะเนี่ย!!!! ตายแล้ววว~~!!!
“.....อา.....”
เสียงที่ดังขึ้นข้างๆทำเอาฉันหันขวับ! หันไปก็เจอเด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนนึง เป็นคนที่ปลุกเราเมื่อกี้รึเปล่านะ....ดูแล้วน่าจะประมาณม.ต้นนะคะ ผมดำตัดสั้นหน้าตาง่วงๆแต่งตัวเรียบๆ เขาสะดุ้งนิดๆด้วยล่ะ สงสัยฉันจะหันหน้าเร็วเกินไปรึเปล่านะ!? อะ...ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะจ๊ะหนู มาเจอคนหน้าโทรมๆหันพรึ่บพรั่บแบบนี้คงจะตกใจไม่น้อยเลยสินะ อาอาอาอาอา......เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งเตลิด ตอนนี้ต้องถามเรื่องสำคัญก่อน..
“...อ...เอ่อคือ...ต..ตอนนี้กี่โมงแล้วจ๊ะ..”
นัยน์ตาคู่โตนั้นเบิกกว้างแสดงอาการตื่นๆเล็กน้อย น..น่ารักจัง! เด็กอะไรน่ารักจังเลย! เขาหันไปหันมาสักพัก ร...หรือว่าไม่มีนาฬิกาล่ะเนี่ย พอหาสิ่งที่จะบอกเวลาได้ไม่เจอเขาก็เอียงคอเล็กน้อยทำท่าครุ่นคิด......ม...โมเอ้!
“ราวๆ...สามทุ่มได้ล่ะมั้งครับ”
“สามทุ่ม!!!!!!” ฉันร้องเสียงหลงเสียจนเริ่มรู้สึกว่าเสียงที่หลุดออกมาจากปากมันไม่เหมือนเสียงของตัวเองชอบกล เดี๋ยวสิๆ สามทุ่มจริงๆเหรอเนี่ย! ฉันรีบคว้ามือถือในกระเป๋าออกมาเช็คอีกครั้ง ....เดี๋ยว....เรามีมือถือแล้วจะไปถามเวลาเด็กเค้าทำไมล่ะเนี่ย.....ปั๊ด...โธ่ว....
21.13 PM
....อุโซด่า~~~~!!!....
ฉันรีบผุดลุกขึ้นยืนด้วยอารามตกใจ นี่หลับไปครึ่งวันเลยงั้นเหรอเนี่ย! เป็นเพราะเมื่อคืนอดนอนแหงๆ! “ส...สามทุ่มแล้ว! แบบนี้งานจะเลิกไปแล้วรึยังนะ อาอาอาอาอา” ฉันเริ่มลุกลี้ลุกลนด้วยอารามทำอะไรไม่ถูก อยู่ดีๆก็มารับรู้ว่าเวลาผ่านไปเจ็ดชั่วโมงก็เหมือนกับลิงค์ที่ถูกขังไว้ใน Temple of time อยู่เจ็ดปี ต้องรู้สึกกังวลเป็นธรรมดานั่นล่ะค่ะ (เอ...เปรียบเทียบแบบนั้นมันออกจะเว่อร์ไปหน่อยไหมนะ..)
“เอ่อ..คือว่า...”
“...?” เด็กผู้ชายคนนั้นทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง ฉันตั้งใจฟังด้วยความอยากรู้
“ถ้าเป็นสองวันก่อนงานจะเลิกสี่ทุ่ม แต่ว่าวันนี้วันสุดท้าย...งานเลยเลิกเที่ยงคืนครับ”
อ่ะ...
“จริงเหรอจ๊ะ!!!” ฉันร้องถามอย่างมีความหวัง
เด็กคนนั้นพยักหน้าหงึกหงัก อ้า~ ท่านเทพีอาเธน่า ท่านคุ้มครองลูกจริงๆด้วย~ กลับไปถึงห้องเช่าเมื่อไหร่จะรีบปัดฝุ่นอัญเชิญประทับแท่นทองเอาขึ้นหิ้งบูชาทันทีเลยค้า~!
จะว่าไปพอหันไปทางทิศของจัตุรัสกลางเมืองก็เห็นแสงไฟสีส้มๆเหลืองๆสลัวๆอยู่แถบนั้น พร้อมกับเสียงเพลงอึกทึกที่ดังอยู่ไกลๆ แบบนี้ก็น่าจะพอเดาได้แล้วว่างานยังไม่เลิก ทำไมไม่สังเกตให้เร็วกว่านี้ล่ะเนี่ย....หลังจากร่ำลาเด็กคนนั้นอีกประโยคฉันก็รีบสาวเท้าเดินกลับไปที่จัตุรัสทันทีค่ะ
อะ นั่นไงล่ะ เริ่มเห็นบูทขายของแล้วล่ะ!.....ฉันสาวเท้าก้าวให้เร็วขึ้นเมื่อเริ่มเห็นจุดหมาย แสงไฟสลัวข้างหน้ามองๆไปแล้วเหมือนกับหิ่งห้อยที่อยู่รวมกันเป็นฝูงชอบกล
และแล้วฉันก็เดินมาถึงค่ะ...
เป็นงานวัดแบบญี่ปุ่นของแท้ ถึงแม้ว่าจัดในเมืองสไตล์ยุโรปแต่ก็ดูเข้ากันอย่างประหลาด ฉันเองไม่เคยมางานแบบนี้มาก่อนเลยล่ะค่ะ ส..ไส่ยูคาตะกันด้วย! จริงสิ งานวัดญี่ปุ่นก็ต้องใส่ยูคาตะสินะ...เราลืมไปได้ยังไงเนี่ย จะว่าไปแล้ว ใส่ยูคาตะกันเยอะจริงๆ ผู้ชายน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ผู้หญิงนี่แทบจะทุกคนเลยล่ะค่ะ...
พอมาดูตัวเองแล้วมันก็.....อ่า.......ถ้ารู้ก่อนละก็ ไปหาเช่ายูคาตะมาจะดีกว่าไหมนะเนี่ย...
ฉันเดินเข้างานไปเห มือนเพลย์เยอร์ที่เพิ่งเข้าดันเจี้ยนเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดีค่ะ อ่า...ร้านนี้ก็น่าสน ร้านนั้นก็น่าเข้าจังเลยน้า...กวาดตามองไปก็ไปสะดุดเข้ากับผู้หญิงคนนึงสวม กีโมโนสีขาวลายดอกไม้....อ่า...สวยจังเลย เอ๊ะ หน้ากากจิ้งจอก! น่ารักจัง! อาอาอาอา หันไปอีกนิดก็เจอเด็กผู้หญิงคนนึงเดินกับคุณลุงหนวดเฟิ้ม....เอ๋! เด็กคนนั้นก็ใส่หน้ากากวัวด้วย!
แบบนี้แสดงว่าต้องมีร้านหน้ากากขายอยู่ในงานนี้แหงแซะ!
ว่าแล้วก็กวาดตามอง ไม่นานเท่าไหร่ก็เจอค่ะเพราะพวกเด็กๆออกันอยู่เยอะทีเดียว
ฉันเดินเข้าไปใกล้แผงขายหน้ากากนั้น คนขายร้องบอกว่าอันละสิบเบน อ่า ถูกจังเลยแฮะ... ม..มีดีเคดด้วย! ตามสถานการณ์จริงๆ! สุดท้ายก็เลยซื้อหน้าดีเคดมาอันนึงค่ะ อ่า อดใจไม่ไหวจริงๆน้า จะว่าไปมองดูอีกทีคนที่ซื้อหน้ากากไรเดอร์ส่วนมากเป็นเด็กทั้งนั้นเลย รู้สึกอายอยู่เหมือนกันแฮะ เอาน่าๆ นานๆทีครั้ง! ไม่ใช่ว่าทุกวันจะได้ปล่อยแก่แบบนี้นี่นะ!
พอคาดหน้ากากไว้บนหัวเสร็จฉันก็เริ่มออกเดินร่อน (ใส่ตรงๆไม่ได้ค่ะ ติดแว่น...) มีร้านขายของกินเยอะแยะเลยแฮะ จะว่าไปวันนี้ก็ได้กินไปแค่มาม่า ยังหิวไส้กิ่วอยู่เลยล่ะค่ะ เลยลองชิมโน่นทีนี่ที ทั้งสายไหม ทาโกะยากิ แอ้ปเปิ้ลเชื่อม น้ำแข็งไส.....
อ่า...จะว่าไปแล้วก็มีร้านขนมแปลกๆด้วย “ขนมสนุก” น่ะค่ะ ...ฉันลองเสี่ยงดวงครั้งแรกได้ไส้กุ้งแช่บ๊วยไปก็เข็ดขยาดจนไม่กล้าลองอีกชิ้นแล้วล่ะค่ะ ถึงคุณคนขายจะคะยั้นคะยอดูร่าเริงเต็มที่ก็เถอะ ไม่เอาล่ะค่ะไม่ไหวจริงๆ...อาอาอาอาอา..มางานแบบนี้นี่เสียวน้ำหนักขึ้นจริงๆเลยแฮะ
เดินๆไปก็เห็นพวกซุ้มเล่นเกมส์เยอะอยู่นะคะ ทั้งปาเป้า ทั้งยิงตุ้กตา
...แต่จะให้ขว้างลูกดอกยิงปืนแบบนั้นก็....ไม่กล้าอ่ะค่ะ (ถึงจะเคยเล่นในเกมมาแล้วก็เถอะนะ...อึก..)
แต่แล้วก็มาเจอซุ้มช้อนปลาทองค่ะ! ความจริงก็เห็นแต่ป้ายอะนะคะเพราะคนมุงกันเยอะน่าดู ไม่รู้เหมือนกันว่ามุงอะไร ก็เลยเข้าไปดูด้วย เพราะฉันเองก็เป็นคนไทยคนนึงถ้าไม่ตามไปมุงด้วยก็เสียชาติเกิดแย่น่ะสิคะ! (ซะงั้นล่ะ...)
“ย้ากกกกก ย้ากๆๆๆๆๆ!!!”
เสียงแหลมๆแว่วมาก่อนจะเห็นคนร้องเสียอีก มองไปก็เจอหญิงสาวผมสั้นคนนึง กำลังช้อนปลาทองด้วยความเร็วแบบที่สายตาของคนธรรมดาไม่สามารถจับการเคลื่อนไหวได้ทัน! อะ ความเร็วนี่มันอะไรกัน นี่สินะ โลกแห่งความเร็วแสง!!!!!!!
เดี๋ยวสิ เธอคนนี้เป็นเจ้าของร้านแอ้ปเปิ้ลเชื่อมที่เราเพิ่งซื้อไปเมื่อกี้นี่นา แล้วทำไมถึงมาล่าปลาทองแบบนี้ล่ะ ร...หรือว่า จะเอาไปเชื่อมกันนะ! (แบบนั้นก็ติดจะน่ากลัวเกินไปสักหน่อยแฮะ..)
พอหันไปมองคุณเจ้าของร้านก็พบว่าหน้าซีดลงทุกทีๆ อ่า แน่ล่ะค่ะปลาทองถูกสอยไปทีละตัวสามตัวแบบนั้น ในที่สุดที่ช้อนปลาก็ขาด (แอบเห็นคุณเจ้าของร้านถอนหายใจเฮือกเลยล่ะค่ะ) อ่า แต่ว่าปลาที่คุณคนขายแอ้ปเปิ้ลได้ไปก็เยอะโขเลยนะนั่น เอาไปเปิดร้านอีกร้านได้เลยนะเนี่ย...
จะว่าไปฉันก็อยากเล่นบ้างจังเลยนะ อ่าๆๆ
ว่าแล้วก็เข้าไปช้อน กับเขาบ้าง มีเด็กอีกคนนึกมาเล่นข้างฉันเหมือนกันค่ะ...เด็กผู้หญิงผมทองใส่ยูกาตาลาย แถบฟ้าขาวหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม.....ดูเหมือนว่าก็กำลังช้อนปลาอยู่เหมือนกัน นะ อ่า เด็กตัวเล็กๆน่ารักจังเลย...อาอาอาอาอา ยังไงตอนนี้สมาธิก็ต้องอยู่ที่ปลาก่อนล่ะนะ!
ความจริงแล้วชั้นก็เคยเล่นช้อนปลาทอง(ในเกม)มาก่อน เหมือนกันนะคะ!
เอาล่ะ ไม่พลาดแน่ ฮึบ!
...คิดยังไม่ทันขาดห้วงที่ช้อนปลาก็ขาดไปแล้วอันนึง ....อะฮึก...จะกลั่นแกล้งกันไปไหนคะ!
“ข..ขออีกไม้ค่ะ” ฉันร้องบอกเจ้าของร้านก่อนจะจ่ายเงินไป อ่า อดไม่ได้จริงๆ พอเริ่มแล้วก็อยากจะช้อนให้ได้สักตัว ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าผลจะเป็นแบบนี้แต่ก็หลงกลเขาไปประตูแล้วแฮะ
เอาล่ะ ตั้งสมาธิๆ
ฮึบ!!
ได้ขึ้นมาแล้ว ได้ขึ้นมาแล้วล่ะ! แต่ว่าที่ช้อนก็ขาดไปเหมือนกัน อ่า ได้อย่างก็ต้องเสียอย่างสินะคะ โชคดีจังได้มาแล้ว แค่ช้อนได้ก็รู้สึกดีแล้วล่ะค่ะ อาอาอาอาอา
ฉันส่งขันปลาให้คุณเจ้าของร้านเอาใส่ถุงให้ พอรับมาถือได้ก็ส่องบนส่องล่างใหญ่ อ่า ก็มันตื่นเต้นนี่คะ จะว่าไปเป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่ได้มาช้อนปลาทองแบบนี้ รู้สึกภูมิใจจัง เอากลับไปฝากคุณกราเซียดีไหมนะ...
แต่แล้วฉันก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา ใช่แล้วค่ะ เด็กผู้หญิงตัวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มข้างๆฉันนี้เอง
เหมือนจะจ้องกันอยู่นานเหลือเกิน เอ...เอาไงดีนะ
“เอ่อ....อยากได้ไหมจ๊ะ? เอาไหมล่ะพี่ให้”
ในที่สุดก็พูดแบบนั้นออกไปจนได้...
ถึงตอนแรกจะรู้สึกเสียดายนิดหน่อย แต่พอเห็นท่าทางดีใจของเด็กคนนั้นแล้วก็รู้สึกดีมากเลยล่ะค่ะ! เด็กคนนั้นหันมามองตาแป๋วเลย
“ขอบคุณนะฮะ~!”
ยิ้มตาหยีพูดขอบคุณด้วย อ้า..โมเอ้~~!
.....
....เดี๋ยวสิ เด็กผู้ชายเหรอเนี่ย!!!!!!....
.
พอเดินงานต่อมาได้อีกสักพักก็เริ่มเหนื่อยแล้วล่ะค่ะ อ่า...สงขารมันชักจะร่วงโรยไปทุกที อะไรกันเนี่ยเพิ่งผ่านวัยเบญจเพสมาสองปีเองนะ...สงสัยจะต้องออกกำลังกายให้เยอะขึ้นซะแล้วแฮะ ...คิดแบบนั้นแต่ไม่รู้ว่าจะได้ทำรึเปล่านี่สิ...โธ่....
เหนื่อยแล้วก็เลยเริ่มมองหาที่นั่งพัก ตอนนี้ร้านต่างๆก็เริ่มทยอยกันปิดแล้วล่ะค่ะ เหลืออยู่ครึ่งนึงได้ละมั้ง ฉันก็เดินๆมาจนมาเจอร้านน้ำชาก็คิดว่า อ่า เอาร้านนี้ล่ะ... ดูแล้วน่าจะบรรยากาศดีนะเนี่ย
พอนั่งลงแล้วก็รู้สึกว่าก่อนหน้านี้ที่ผ่านหน้าร้านนี้ไปรอบนึงคนนั่งเต็มร้านเลย แต่ตอนนี้รวมฉันแล้วก็สองสามคนเอง อ่า....ไปไหนกันหมดนะ
“รับอะไรดีครับ”
ระหว่างที่นั่งใจลอยอยู่คุณเจ้าของร้านก็เดินเข้ามาทักแล้ว ผมสีแดงตัดกับตาสีเขียวฉูดฉาดจังเลยน้า....อะ.....เดี๋ยวสิ...ผมนั่นมัน......จงอย!?
จงอยนั่นมันอะไรกัน!!!!?!?!??!
คนเมืองนี้มีจงอยจริงๆด้วยเหรอเนี่ย!!? สิ่งที่ฉันคิดเล่นๆตอนเข้าเมืองมาเป็นจริงอย่างนั้นเหรอคะ!!?!?
“....สั่งมาสักทีสิครับคุณ” เหมือนคุณเจ้าของร้านจะรำคาญอาการนิ่งอึ้งของฉันเต็มที่แล้ว อ่าๆๆ นั่นสินะๆ ต้องสั่งแล้วล่ะ มีอะไรบ้างนะ...อ่าๆๆ ว่าแล้วก็คว้าเมนูขึ้นมาดู...
“เอ่อ..งั้นก็... ขอชาร้อนกับ โมจิก็แล้วกันค่ะ” พอฉันสั่งปุ้บเขาก็จดรายการแล้วเดินออกไป อ...อ่า ฉันเผลอทำอะไรให้เขาไม่ชอบใจอะไรรึเปล่านะ...ย..แย่แล้วแฮะ
ระหว่างรอเครื่องดื่มกับอาหารฉันเหม่อมองออกไปในงาน เห็นคนเดินกันเป็นคู่ไปหมด อ่า...ทั้งคู่ชายหญิง คู่เด็กหนุ่มเด็กสาว คู่เด็กประถม คู่คนแก่ก็มี หรือจะเป็นคู่คุณลุงกับผู้ชายคนนั้น...เอ๊ะ..บ...แบบนั้นนับไหมนะ ไม่ใช่แล้วล่ะมั้ง...อึก...
....เห็นคนเดินกันเป็นคู่แล้ว ทั้งๆที่สนุกมาทั้งงาน จู่ๆก็รู้สึกหดหู่ขึ้นมาซะเฉยๆ...
........จะเรียกว่าบาดตาบาดใจก็คงจะไม่ผิดนักหรอกค่ะ...อ่า...
....นึกถึงตอนนั้นที่เดินเที่ยวกับชาร์ขึ้นมา...
..........เวลาแบบนี้จะไปนึกถึงเขาทำไมกันล่ะ...เรานี่มันบ๊องจริงๆเลย.....
“ชาเขียวร้อนกับโมจิได้แล้วครับ”
“...ข..ขอบคุณค่ะ” เสียงเรียกจากคุณเจ้าของร้านน้ำชาทำให้ฉันหลุดออกจากภวังค์ ทั้งถ้วยชาและจานขนมถูกวางเสิร์ฟตรงหน้า
ฉันยกถ้วยชาขึ้นซดลง ไปอึกใหญ่อย่างที่อยากจะระงับความฟุ้งซ่านในหัว น้ำร้อนๆไหลผ่านคอไปอย่างรวดเร็วจนรู้สึกเหมือนน้ำตาจะซึมออกมา...ไม่รู้ เหมือนกันว่าซึมออกมาเพราะความร้อนในคอตอนนี้หรือเพราะอะไรกันแน่ แต่ฉันก็รีบเงยหน้ากลืนน้ำตากลับเข้าไป
อ่า...เมื่อคืนก็เสียไปมากขนาดนั้นแล้วจะมาไหลอะไรอีกเอาตอนนี้นะ
ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หันไปก็พบว่าคุณเจ้าของร้านยังยืนอยู่ตรงนี้อยู่เลย สีหน้าแปลกๆด้วย...อ่ะ...ม...เมื่อตะกี้
........
“...ป..เปล่านะคะ! เมื่อกี้ไม่ได้ร้องไห้นะคะ! อ่าๆๆ...ก็แค่ชามันร้อนเท่านั้นล่ะค่ะ” ฉันรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
“ผมก็ยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะครับ คุณคิดไปเองทั้งนั้น” เขากอดอกพร้อมเลิกคิ้วสูง
.......อึก...พลาด!.....
ฉันฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างผู้ที่ยอมรับพ่ายแพ้โดยดุษฎี....จะพูดอะไรไปตอนนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยให้สถานะของฉันดูดีขึ้นมาสักนิด หน้าตาโทรมๆมาเดินงานคนเดียวเปลี่ยวใจแถมนั่งมองคู่รักแล้วน้ำตาซึมแบบนี้ไม่ว่าดูยังไงก็คนเพิ่งอกหักแหงๆ เอาเถอะๆ ช่างมันแล้วล่ะค่ะ...อ่า...
“คนเดินกันเป็นคู่หมดเลยนะคะ...” ฉันพึมพำทั้งที่หน้ายังซบอยู่กับแขน...รู้สึกว่าเสียงที่ลอดออกมาฟังดูอู้อี้สิ้นดี
“ใครๆก็อยากมาดูพลุกับแฟนทั้งนั้นล่ะครับคุณ”
“...อึก...”....อ่า....ได้ยินคำว่าแฟนแล้วมันเสียดแทงจิตใจจริงๆค่ะ....
“...ฉันเองก็อยากมากับเขาเหมือนกันนะคะ...แต่ว่า...” ฉันยกชาขึ้นซดอีกครั้ง รู้สึกเหมือนคนอมทุกข์กำลังดื่มเหล้าระบายปัญหาชีวิตกับมาสเตอร์ในบาร์ชอบกล ติดตรงที่ว่าเหล้ามันกลายเป็นชาร้อน และมาสเตอร์กลายเป็นคุณเจ้าของร้านน้ำชาไปนี่ล่ะ
“คงไม่มีโอกาสแล้วล่ะค่ะ..”
พูดจบก็ยิ้มแห้งๆให้กับชะตาชีวิตตัวเอง แต่ไม่รู้ทำไมการฝืนกล้ามเนื้อมุมปากครั้งนี้มันช่างยากลำบากนักนะ...
“ประกาศนะค้าประกาศศศ อีกสิบห้านาทีจะทำการจุดดอกไม้ไฟแล้วนะค้าคู้ณณณณ ถ้าหากว่าพลาดชมไปแล้วล่ะก็ต้องรออีกปีนึงเลยนะค้า พลาดแล้วพลาดเลยค้า ถ้าหากอยากไปชมแบบชิดติดขอบสนาม ก็เชิญทยอยกันไปที่ชาดหาดได้เลยนะค้า---! ย้ำอีกครั้งค่า ดอกไม้ไฟจะจุดในอีกสิบห้านาที--------!”
...อะ จะจุดพลุแล้วสินะ...จะจุดแล้ว... ทั้งที่ก่อนหน้านี้อยากเห็นเอามากๆ แต่พอมาถึงเวลานี้กลับไม่ค่อยรู้สึกกระตือรือร้นซะอย่างนั้น...
ฉันยกชาขึ้นซดจนหมดถ้วย รู้สึกว่าหัวสมองมันโล่งไปเลยล่ะค่ะ โมจิยังทานไม่หมดแต่โชคดีที่คุณเจ้าของร้านอุตส่าห์ห่อใส่ถุงให้ อ่า ขอบคุณมากๆเลยนะคะ คุณเจ้าของร้านก็ยังคงมีสีหน้านิ่งๆเหมือนเดิม....แต่...จงอยนั่น....เห็นแล้วมัน.....ค้างคาใจจริงๆแฮะ
พอจ่ายเงินเสร็จ ก่อนจะออกเดินออกจากร้านไปก็อดถามไม่ได้จริงๆ
“.....คุณเจ้าของร้านเป็นคนอิตาลี่รึเปล่าคะ..?”
คิ้วของเขาเลิกขึ้นเล็กน้อย เหมือนกับว่าฉันถามอะไรที่แปลกประหลาด เอ่อ...ความจริงก็แปลกจริงๆนั่นล่ะ
“ผมสัญชาติบลอดเวนครับ”
“...ย...อย่างนั้นเหรอคะ..”
......เอ......ทั้งๆที่คิดว่าไม่น่าจะพลาดแล้วแท้ๆนะ....
.
หลังจากนั้นฉันก็เดินออกมาจากงานพร้อมหน้ากากดีเคดบนหัวและถุงโมจิในมือค่ะ อ่า คิดว่าจะเอากลับไปฝากคุณกราเซียสักครึ่งนึง ไม่รู้ว่าจะอยู่ถึงไหมน้า...
ฉันเดินตามกระแสผู้ชนออกมาทีชายหาด เห็นคู่รักเดินควงแขนกันเต็มไปหมด...เลยพยายามแหงนหน้ามองท้องฟ้า กว่าจะเดินมาถึงชายหาด ก็คอเคล็ดพอดีล่ะค่ะ อูย...
ความจริงก็ไม่ได้ลงไปตรงชายหาดหรอกค่ะ ยืนๆอยู่ข้างบน เพราะข้างล่างคนเยอะเหลือเกิน...คุยกันเสียงดังจอแจไม่ใช่น้อยเลยล่ะค่ะ
ฉันได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกมาจากทางท่าเรือว่าพลุกำลังจะจุดแล้ว
“พลุกำลังจะจุดแล้วนะคุณ”
....จู่ๆก็นึกถึงเรื่องเก่าๆขึ้นมา...
“นี่ ฟังผมอยู่รึเปล่าน่ะ”
“ค..คะ?” ฉันเงยหน้ามองต้นเสียง ริชาร์ดยืนอยู่ข้างๆฉัน เขายกมือข้างนึงขึ้นปัดผมที่ปรกหน้าฉันเบาๆ
“เมื่อกี้ผมบอกว่าพลุกำลังจะจุดแล้ว...คุณดูเหม่อๆนะ ง่วงนอนรึเปล่า?”
“อ่า....ฉ..ฉันยังไม่ง่วงหรอกค่ะ..” ฉันบอกปัดเขาไปทั้งที่ตาปรือจนจะปิดอยู่แล้ว จู่ๆก็รู้สึกว่าหน้ามันร้อนผ่าวขึ้นมา
“ไหวแน่นะคุณ ไม่ใช่ว่าคืนนี้ผมต้องแบกคุณเดินขึ้นบันไดไปส่งที่ห้องอีกนะ”
ฟิ้วววววว.....ตูม~!!!!!
“อ้าว ลูกแรกไปซะแล้ว!” เขารีบหันขวับกลับไปเมื่อได้ยินเสียง ฉันเองก็ตกใจไม่แพ้กัน เสียงผู้คนร้องอย่างตื่นตะลึงดังเซ็งแซ่อยู่รอบตัว ฉันอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาเบาๆ
“....เสียดายจังเลย..”
“ฮะๆๆ” เขาหันมายิ้มให้ มือใหญ่ของริชาร์ดวางแหมะลงบนหัวฉันพร้อมขยี้เบาๆ “เอาน่าคุณ พลาดลูกแรกไม่เห็นเป็นไรยังมีอีกตั้งหลาดชุด เอ้านั่นไง มาแล้วๆๆ”
“อ..อ๋า!”
พลุอีกหลายลูกทยอยกันฉายแสงอยู่บนผืนฟ้าสีดำ ฉันจ้องมองภาพนั้นตาไม่กระพริบ
“สวยจังเลยนะคะ..”
.
“สวยจังเลยนะคะ...”
ฉันพึมพำเบาๆกับตัวเอง จ้องมองพลุของงานเทศกาลเมืองบลอดเวนที่ผลัดกันปะทุและมอดดับไปอยู่เบื้องหน้า ทำนบกั้นบ่อน้ำตามันทลายลงไปเมื่อไหร่ไม่รู้
ฉันได้แต่ยืนจ้องพลุน้ำตาไหลเอาพรากๆเหมือนคนบ้า...รู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวทั้งที่รอบๆก็ยังมีผู้คนอื่นเยอะแยะ
...ตอนที่ดูละครดูหนังก็ไปหาว่านางเอกเว่อร์เองที่ร้องไห้ฟูมฟายแบบนั้น แต่พอมาเจอกับตัวเองนี่มันขำไม่ออกจริงๆค่ะ...
.....อาการหนักแฮะเรา.....
ฉันยกมือปาดน้ำตาออกหลังจากปล่อยให้มันร่วงผลอยๆตามอำเภอใจอยู่นานสองนาน ...ไม่ได้นะนริน ร้องไห้ไปก็ตั้งเยอะแล้ว ยังไม่พอรึไงกัน...
ถึงตอนนี้...ต้องมองไปข้างหน้าสิ...มองไปข้างหน้าเท่านั้น!
คิดถึงคุณกราเซียที่อุตส่าห์ช่วยเราสิ คิดถึงคำแนะนำของพี่โอสิ!
ฉันเงยขึ้นมองดอกไม้ไฟบนฟ้า...
....สวยจริงๆ...
....ทั้งชายหาด...ท้องฟ้า....
....ถ้าหากว่าเป็นเมืองที่สวยงามแบบนี้ละก็...
.......อาจจะเริ่มต้นใหม่ได้อย่างสวยงามก็ได้....
.
.
..........................ว....หวังว่านะ.....
*************
ฉันจะทรมาณตัวเองและคนอ่านไปเพื่ออะไร...
..../นอนตาย
edit @ 8 Nov 2009 14:50:53 by ครูนริน
ตอนอ่านนี้อย่างกับได้เจอกับตัวเอง.. ว่าแต่จะมีตอนต่อมั้ยคะเนี้ย ชอบมากถึงชอบที่สุดเลยค่ะ
#1 By KiZUME on 2009-11-08 13:27